โครงการชวนคนตกงานบวชปฏิบัติธรรม

พิษเศรษฐกิจลามถึงวงการพระ ผอ.สำนักเลขาธิการมหาเถรฯเสนอโครงการข้าวก้นบาตรช่วยชาติตามแบบอย่างวัดที่ ปราจีนบุรี รวมทั้งชวนคนตกงานให้เข้ามาบวชและปฏิบัติธรรม เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระหว่างไม่มีงานทำ หลังจากพบว่าผู้คนเข้ามาบวชเรียนน้อยลง ส่งผลต่อจำนวนพระ-เณรลดฮวบน่าใจหาย เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์เผยวัดหลายแห่งไม่มีพระ ทางจังหวัดต้องนิมนต์พระในตัวเมืองไปอยู่แทน สาเหตุจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้คนในวัยบวชจำเป็นต้องหางานทำหารายได้จุนเจือครอบครัว จึงเห็นความสำคัญของศาสนาน้อยลง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 2 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระราชปรีชามุนี เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (มหานิกาย) และ พระเทพสารมุนี เจ้า คณะจังหวัดกาฬสินธุ์ (ฝ่ายธรรมยุต) เป็นประธานในการถวายความรู้กับพระสังฆาธิการใน จ.กาฬสินธุ์ ประจำปี 52 โดยมีพระสงฆ์มหานิกายและพระสงฆ์ธรรมยุตเข้าร่วมกว่า 1,000 รูป โดย กิจกรรมครั้งนี้เน้นให้พระภิกษุทั้งสองนิกายได้ทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ร่วมกัน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดกับสังคมในทุกพื้นที่ และให้ศึกษาถึงความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับพระสงฆ์ เพราะปัจจุบันพระสงฆ์ต้องเป็นทั้งครูอาจารย์ ผู้ปกครองในการดูแลเยาวชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของพระพุทธศาสนา

พระเทพสารมุนีกล่าวว่า ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำขณะนี้ทำให้จำนวนพระสงฆ์ที่เข้ามาบวชศึกษาพระธรรมลดน้อย ลงมาก สาเหตุจากผู้ปกครองส่วนใหญ่จะส่งลูกหลานไปทำงานมาก กว่าจะสนับสนุนให้เข้ามาบวชศึกษาพระธรรมจากการสำรวจพบว่าวัดหลายแห่งใน จ.กาฬสินธุ์ ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ ทางจังหวัดจึงต้องนิมนต์ พระสงฆ์ในตัวเมืองไปอยู่จำพรรษาแทน ซึ่งจุดนี้นับว่าเป็นวิกฤติจากสภาพสังคมที่กำลังจะย่ำแย่ ในการแก้ปัญหาจะต้องเริ่มปลูกฝังกันที่เยาวชน และถ่ายทอดไปยังผู้ปกครอง เบื้องต้นทางคณะสงฆ์ จ.กาฬสินธุ์ กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

“เมื่อปี 51 จ.กาฬสินธุ์ มีพระภิกษุทั้งฝ่ายธรรมยุตและฝ่ายมหานิกาย 5,240 รูป แต่ปัจจุบันมีพระภิกษุแค่ 3,607 รูป เท่านั้น ลดลงถึง 1,633 รูป ส่วนสามเณรก็พบว่าลดลงเช่นกัน โดยในปีที่แล้วมี 1,581 รูป แต่ปัจจุบันมีแค่ 842 รูป ลดลงมากถึง 739 รูป จึงเห็นได้ว่าความ นิยมในการบวชเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาลดลงตามลำดับ จากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการลดจำนวนของพระภิกษุและสามเณร พบว่ามีสาเหตุมาจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนาน้อยลง โดยเฉพาะตามวัดต่าง ๆ ในขณะนี้จะไม่มีสามเณร มีแต่พระภิกษุสูงวัย เนื่องจากเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นวัยที่บวชเป็นสามเณร มีความจำเป็นต้องหางานทำ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัวช่วยผู้ปกครอง จึงขอความร่วมมือพระสังฆาธิการช่วยกันสร้างศาสนทายาทสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ คงอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป” พระเทพสารมุนี กล่าว

ทางด้าน ดร.อำนาจ บัวศิริ ผอ.สำนัก เลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุม มส. เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการนำเสนอโครงการข้าวก้นบาตรช่วยชาติ ช่วยประชาชนบรรเทาปัญหาภัยเศรษฐกิจ ซึ่งคณะสงฆ์ จ.ปราจีนบุรี ฝ่ายมหานิกาย และธรรมยุต ได้นำร่องโครงการดังกล่าวที่วัดโคกสว่าง ต.บุฝ้าย อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ด้วยการมอบข้าวสาร อาหารแห้ง ที่พุทธศาสนิกชนทำบุญให้แก่วัด นำไปมอบให้ กับนักเรียน และประชาชนที่ต้องประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ตกงาน รวมทั้งเลี้ยงอาหารกลางวันให้แก่นักเรียน จากนั้นคณะสงฆ์ จ.ปราจีนบุรี ได้มอบหมายให้เจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ที่ประชุมมส.ได้อนุโมทนาต่อการดำเนินงานของคณะสงฆ์จ.ปราจีนบุรี และเห็นโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่วัด และพระสงฆ์จะได้ช่วยเหลือประชาชน จึงมีมติว่าควรจะขยายโครงการในลักษณะดังกล่าวให้เกิดขึ้นในทุกจังหวัด

“ที่ประชุม มส. เห็นว่าโครงการดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนได้ จึงมีมติให้วัดทั่วประเทศนำไป ดำเนินการตามศักยภาพ รวมทั้งให้ชักชวนผู้ที่ตกงานเข้ามาศึกษาพระธรรมในระหว่างที่ยังไม่มีงานทำ ถ้าเป็นผู้ชายก็ให้ชักชวนมาบวช หากเป็น ผู้หญิงก็ให้ชักชวนเข้าไปปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในระหว่างที่ยังหางานทำไม่ได้ และยังได้ศึกษาหลักพระพุทธศาสนาด้วย”

ดร.อำนาจกล่าวด้วยว่า สำหรับรูปแบบการดำเนินงานตามโครงการนี้สามารถทำได้หลายรูปแบบ เช่น อาจจะเข้าไปช่วยในเรื่องอาหารกลางวันของโรงเรียนตามถิ่นทุรกันดาร รวมทั้งเปิดโรงทานให้ประชาชน ซึ่งปัจจุบันมีหลายวัดที่มีโรงทาน เช่น วัดอัมพวัน วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร จ.สิงห์บุรี และที่สำคัญเป็นการแสดงว่า วัดพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนเวลาที่มีความเดือดร้อน.

ที่มา:  เดลินิวส์

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.