นิธิ มหานนท์ คุณหมอหัวใจธรรมะ

ออกตัวตั้งแต่แรกว่าเป็นคนที่มีชีวิตเรียบง่าย

จากเล็กจนโตชีวิตไม่ค่อยหวือหวา ภาพตัวเองเท่าที่จำได้ และเท่าที่บรรดาครูบาอาจารย์ซึ่งส่วนหนึ่งกลับมาเป็นคนไข้เล่าให้ฟังคือ "ผมเป็นเด็กไม่ดื้อ วันๆ ไม่ทำอะไรเลย เข้าห้องเรียนปุ๊บก็จะนั่งจ้องกระดานดำกับหน้าครู การเรียนถือว่าใช้ได้ ไม่เคยได้ที่หนึ่ง แต่ก็อยู่ในลำดับต้นๆ ชีวิตเหมือนกราฟ ไม่โดดเด่น แต่สม่ำเสมอ...

"คุณแม่เสียตอนผมอายุ 5 ขวบ อยู่กับพ่อ (พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์) ซึ่งไม่เคยดุ ไม่เคยตี ไม่เคยบังคับ ถึงบอกว่าชีวิตผมเป็นอะไรที่ราบเรียบมาก"

นี่คือเรื่องราวของ "นิธิ มหานนท์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลปิยะเวท

คุณหมอนิธิเกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2501 ที่กรุงเทพมหานคร เริ่มเรียนชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ก่อนจะสอบเข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, วิทยาศาสตรบัณฑิตทางการแพทย์ {B.Sc.(Med)} และแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหิดล (M.D.) ตามลำดับ

เคยผ่านประสบการณ์ทำงานมาแล้วในโรงพยาบาลหลายแห่ง

"แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้จักคุณหมอท่านนี้เป็นอย่างดี คือ ความเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหัวใจ"

โดยมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายชิ้น เป็นต้นว่า หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องยา Atenolol ในผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว, หัวหน้าคณะวิจัยเรื่องยา ACEI ในผู้ป่วยลิ้นหัวใจ Aortic และ Mitral รั่ว, หัวหน้าวิจัยสาขาย่อย เรื่องการใช้เลเซอร์ตกแต่งหลอดเหลือดหัวใจในรายที่หลอดเลือดอุดตัน ฯลฯ นอกจากนี้ยังรับหน้าที่คอลัมนิสต์ประจำนิตยสาร "ดิฉัน" มีงานเขียนรวมเล่มแล้ว เช่น เรื่องของ (โรค) หัวใจ, รักษา (หัว) ใจ, ครอบครัวหัวใจแข็งแรง เป็นต้น

วันนี้แม้จะดำรงตำแหน่งเป็นถึงผู้บริหารระดับสูงของโรงพยาบาลปิยะเวท แต่หมอนิธิก็ยังคงตรวจคนไข้เองไม่ได้ลดลงกว่าแต่ก่อน โดยจะดูคนไข้ในตอนเช้า ส่วนช่วงบ่ายจะดูแลเรื่องงานของโรงพยาบาล

"ผมจะตื่นตั้งแต่ตี 5 มาถึงโรงพยาบาลตอน 6 โมงครึ่ง ตอนดูคนไข้ก็เป็นอย่างนี้ประจำอยู่แล้ว เป็นคนนอนหัวค่ำ ไม่ค่อยได้ไปไหน 3 ทุ่ม ไม่เกิน 4 ทุ่มจะนอนแล้ว ยกเว้นนานมากๆ จะมีรับประทานข้าวกับแขกของโรงพยาบาลหรือพนักงานบ้าง ส่วนการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงก็มักเจอกันเสาร์-อาทิตย์ เพราะทำงานครึ่งวัน อาศัยช่วงนี้ลูกๆ อยู่ต่างประเทศ ถ้าลูกกลับมาก็จะกลับบ้านเร็วขึ้น"

แต่อีกมุมหนึ่งที่บางคนอาจไม่รู้เกี่ยวกับคุณหมอคนเก่งท่านนี้คือ

หมอนิธิเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมะ ตลอดจนปฏิบัติธรรม สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้

"เราจะรู้สึกได้จากบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้"

ชีวิตการเป็นหมอดีอย่างไร?

นอกจากจะเป็นอาชีพสุจริต หาเลี้ยงชีพได้ หมอยังเป็นอาชีพที่ทำบุญได้ เพราะโดยหน้าที่คือช่วยให้คนพ้นทุกข์ ผมเคยบอกกับน้องๆ หมอที่สนิทกันว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งควรระวัง เพราะยิ่งมีโอกาสทำบุญมาก โอกาสทำบาปก็สูงมากเช่นกัน ถ้าทำอะไรด้วยจิตใจที่ไม่เป็นกลาง ยกตัวอย่าง สมมุติว่าเรางานยุ่ง คนไข้เยอะมาก ทำให้เราดูและคนไข้ไม่เท่าเทียมกัน เช่น ตอนเช้าไม่ยุ่งมากก็จะให้เวลากับคนไข้เยอะ คนไข้คนนั้นได้ประโยชน์เต็มที่ ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะเท่ากับอีกคนหนึ่งที่แต่มาตอนท้ายๆ จะหมดเวลางานอยู่แล้ว หรือเราอาจจะต้องมีงานอื่นทำต่อ เวลาที่ให้กับเขาจะเหลือแค่ 1 ใน 10 ของคนแรก นี่เท่ากับเริ่มทำบาปแล้ว เพราะเราไม่ได้ให้อะไรที่เป็นความสามารถของเรากับคนไข้ที่มาด้วยเรื่องเดียว กันเท่ากัน

เรื่อง นี้เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยที่บางทีหมอก็ไม่ค่อยได้คิด ทางภาษาทางพระบอกว่า สมาธิหรือสติไม่ดีก็จะเผลอ ซึ่งบางทีก็อาจดุคนไข้อีก เหตุการณ์อย่างนี้จะทำให้เราทำบาปง่าย ทั้งยังเป็นกรรมที่ทำอย่างสม่ำเสมอด้วย แม้จะไม่ใช่กรรมหนัก แต่ก็ตามทันเร็ว

เริ่มสนใจธรรมะตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ต้องย้อนไปตอนเด็กๆ ผมเป็นคนชอบอ่านถุงกล้วยแขกหรืออะไรต่างๆ ที่มีให้อ่านจะอ่านหมด จำได้ว่าเวลาคุณพ่อไปงานศพ มักจะได้หนังสืองานศพมา ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมะต่างๆ รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างก็อ่าน แต่ที่มาเริ่มถูกใจคือเมื่อ 10 กว่าปีแล้ว ได้เจอหนังสือชื่อ "เดอะ เซเว่น แฮบบิทส์ ออฟ ไฮลี่ เอฟเฟคทีฟ พีเพิล" (The 7 Habits of Highly Effective people : 7 อุปนิสัยสำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง) ผลงานของ สตีเฟน โควีย์ ซึ่งพออ่านก็พบว่านี่เป็นเรื่องของศาสนาพุทธทั้งนั้น สิ่งที่เขาว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น จึงกลับมาอ่านธรรมะของเรามากขึ้น

ก่อนหน้านั้นผมเคยบวชแล้วที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ ตอนอายุ 25 บวชไม่นาน ไม่ได้อะไรมาก ตอนหลังได้กลับไปหาท่านหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ บอกว่าอยากฝึกปฏิบัติ ทำสมาธิภาวนาให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งท่านแนะนำให้ไปหาพระอาจารย์ที่จะสอนเราได้ ก็ปฏิบัติมาตั้งแต่นั้น ไม่ได้เก่งกาจอะไร แต่รู้สึกว่าดี ทำให้สมาธิ สติเราดีขึ้น

ใช่ว่ามีปัญหาทุกข์ร้อนแล้วต้องหันหน้าเข้าหาธรรม ?

ไม่มี บางคนเขาศึกษาธรรมเพราะมีทุกข์ แต่ผมไม่มี ชีวิตตัวเองค่อนข้างราบเรียบ หากเปรียบเป็นหุ้นก็ไม่มีใครซื้อ เพราะไม่หวือหวา แต่ก็เป็นหุ้นที่พื้นฐานดี ไม่ค่อยมีปัญหา (หัวเราะ) ที่เป็นปัญหาก็คงเหมือนคนทั่วไป เช่น เรื่องคนไข้ การบริหาร เรื่องคน เรื่องลูก ครอบครัว แต่ผมมองว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา มีปัญหาก็แก้ไป

ถามว่าปัญหาหนักที่สุดในชีวิตคืออะไร ลองมานั่งคิดแล้วก็พบว่าไม่มี ที่น่าจะทำให้เป็นทุกข์อยู่บ้างก็เรื่องคนเข้าใจเราผิด พูดถึงแบบผิดๆ อย่างนี้จะค่อนข้างผิดหวัง รู้สึกไม่ดี แต่หลังๆ มาก็ทำใจได้แล้วเหมือนกัน (หัวเราะ) เพราะเราไม่สามารถบังคับเขาได้ บังคับตัวเองยังไม่ได้เลย จะไปบังคับคนอื่น หรือบังคับความคิดคนอื่นได้อย่างไร

หลังจากได้เป็นหมอ ทำไมถึงคิดจะทำเรื่องหัวใจ ?

ช่วงเรียนต่อที่เมืองนอก วิทยาการทางด้านหัวใจกำลังก้าวหน้าพอดี ด้วยความที่เราอายุยังน้อย สนใจอะไรที่ก้าวหน้า จึงคิดอยากนำวิทยาการด้านนี้มาใช้ในเมืองไทย เพราะมีแนวโน้มว่าน่าจะใช้ได้และเกิดประโยชน์ อย่างการทำบัลลูนใส่ขดลวดเส้นเลือดหัวใจ นี่ผมก็นำเข้ามา เป็นคนที่อบรมศึกษาจบหลักสูตรจากเมืองนอกที่กลับมาเมืองไทยเป็นรุ่นแรกๆ

ผมเป็นคนชอบความก้าวหน้า ก้าวทันวิทยาการ ซึ่งบางทีอาจจะก้าวล้ำคนอื่น จริงๆ แล้วไม่ดีนะ เพราะการล้ำหน้าทำให้ไม่ได้จังหวะชีวิต ทำให้มีปัญหา สะดุดได้ ในการทันวิทยาการต้องมีเหตุมีผล ศึกษาให้ดี อย่างวิทยาการทางการแพทย์ ก่อนที่จะไปทำอะไรต่อคนคนหนึ่ง ต้องทดสอบจนมั่นใจ อะไรที่เกี่ยวกับชีวิตคนต้องระวัง

โรคเกี่ยวกับหัวใจที่พบมากในปัจจุบัน ?

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคหัวใจล้มเหลว ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ต่อเนื่องกัน โดยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือขาดเลือดเกิดขึ้นก่อน ถ้ารักษาไม่ดีหรือล่าช้าจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงปุ๊บก็จะทำให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว นี่เป็นสิ่งที่พบบ่อย แล้วต่อไปเมื่อคนอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะพบโรคนี้มากขึ้นอีก เพราะเป็นโรคจากการเสื่อมของร่างกายด้วย ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นสูง

สำหรับความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคนี้เร็วขึ้น คือ เรื่องสูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง การไม่ออกกำลังกาย แล้วก็ประวัติครอบครัว คนที่เริ่มเป็นมากก็ผู้ชายวัย 40 ปี ผู้หญิง 45 ปีขึ้นไป แต่เดี๋ยวนี้ความเสี่ยงมันเยอะขึ้น เราก็พบในคนที่มีอายุน้อยลง อายุน้อยสุดก็ 20 ปีกว่าๆ คนอายุน้อยๆ ส่วนมากเป็นคนที่สูบบุหรี่

ในการรักษาคนไข้เคยพลาดบ้างมั้ย ?

ไม่เคย อาจเป็นโชคส่วนตัวเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยมีเคสที่หวือหวา แต่ก็มีคนไข้รายเดียวที่มีปัญหาในการรักษาบ้าง ซึ่งญาติคนไข้ไม่พอใจในการรักษา แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก ผมว่าการรักษาคนไข้ที่ใกล้ตายเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่เราต้องดูแลให้ดีทั้งคน ไข้และญาติ ซึ่งส่วนใหญ่ก็พอใจในการรักษาแม้คนไข้จะเสียชีวิต แต่ญาติก็ยังส่งคนไข้อื่นให้รักษาต่อ แม้บางคนไม่ส่งมาก็ยังขอบอกขอบใจ

การเป็นหมอนอกจากจะดูแลคนไข้แล้ว ยังต้องดูแลจิตใจของญาติด้วย หมอจะต้องมีจิตที่เมตตาในการดูแลคนไข้และญาติๆ อยากให้เขาพ้นทุกข์ ให้เขาแข็งแรงขึ้น มีความสุขด้วย ในกรณีที่คนไข้จะเสียชีวิตแน่ๆ ก็จะดูว่าควรคุยกับคนไข้หรือญาติ ในเมืองไทยมักจะจบที่การคุยกับญาติ ต่างจากชาวต่างชาติที่เขามักจะให้คุยกับผู้ป่วย พูดว่าเราก็ทำเต็มที่แล้วนะ ถ้ายังเจ็บยังป่วยตรงไหนก็บอก หมอจะหาทางหายามาช่วย ถ้าเมื่อยก็จะปรับเครื่องให้ ขณะนี้ได้รับการรักษาเต็มที่แล้ว ก็ว่าไป

มองยังไงกับแพทย์สมัยใหม่ที่คิดเรื่องเงินมากขึ้น ?

แต่ละคนมีความต้องการแตกต่างกัน ถึงบอกว่า การเป็นแพทย์เป็นอาชีพที่ได้ทำบุญก็จริง แต่ต้องระวัง ถ้าเราไปคิดเรื่องเงินมาก่อนความคิดที่อยากให้คนไข้หายหรือพ้นทุกข์ อย่างหลังจะเป็นบาป ถามว่าจะปฏิวัติเรื่องนี้ยังไง ไม่รู้นะ เพราะเป็นกันทั้งประเทศ แต่ผมมองว่าเรื่องธรรมะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยได้ เรื่องพวกนี้น่าเสียดาย สังคมไทยเป็นสังคมพุทธแต่ไม่ได้สอนให้เด็กและเยาวชนได้รู้ สมัยก่อนผมเป็นเด็กยังได้รับการสอนเรื่องศาสนาเยอะ แต่ในปัจจุบันแทบไม่มีการเรียนการสอนเลย เรื่องธรรมะต้องใส่เข้าไปให้เขาตั้งแต่ยังเด็ก

การแพทย์ไม่ควรเป็นธุรกิจ ?

มันเป็นเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งรัฐพยายามที่จะถอดเรื่องนี้แต่ก็ทำได้แค่ในระดับหนึ่ง ไม่ได้เต็มที่ ก็มีประเทศต่างๆ พยายามทำกันแล้ว ซึ่งรัฐคอยสนับสนุนเรื่องการรักษาพยาบาล แต่ก็ไม่สะดวกหลายอย่าง จะให้การแพทย์ไม่เป็นธุรกิจเลย คนในประเทศต้องเสียภาษีหลายร้อยเท่ากว่าที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่ต้องเป็นธุรกิจที่เป็นสีขาว ในที่นี้ไม่ใช่ความโปร่งใสอย่างเดียว แต่ต้องทำให้เกิดความสมดุลของทุกภาคส่วนด้วย

เคยอ่านเรื่อง "White Ocean Strategy" หรือ "กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว" ของ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย เขาบอกว่า หลักการทำธุรกิจที่ยั่งยืน ต้องเปลี่ยนทัศนคติคนในสังคม ต้องเปลี่ยนทัศนคตินักธุรกิจด้วยว่า ต้องไม่ใช่มีวัตถุประสงค์ที่จะทำกำไรสูงสุดให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งมันเหมือนกับเราทำแล้วได้ดีอยู่คนเดียว คนอื่นไม่ได้ ฉะนั้นที่นี่ก็เหมือนกัน อย่างที่ผมบอกตลอดว่า เราจะพยายามช่วยคนไข้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งพอไปอ่านหนังสือมาจึงเข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่จะทำให้เกิดความสมดุล ระหว่างเรื่องของธุรกิจ เรื่องของสภาพแวดล้อม เรื่องของคน คนในที่นี้ก็คือคนไข้ ผู้ถือหุ้น ผู้ใช้บริการ แล้วก็พนักงานที่นี่ ต้องอยู่ด้วยกันได้หมด ไม่ใช่ทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว

นอกจากรักษาคนไข้แล้วยังเขียนหนังสือด้วย ?

จุดเริ่มต้นเขียนหนังสือของผมมี 2 อย่าง หนึ่ง ตอนนั้นลาออกจากโรงพยาบาลศิริราช คิดว่าอยากจะให้ความรู้คนต่อ ซึ่งมองว่าการเขียนหนังสือจะทำให้ความรู้เรื่องหัวใจขยายออกไปได้ในวงกว้าง การเขียนแล้วทำให้คนอ่านได้ต้องเขียนให้สนุกไม่งั้นก็น่าเบื่อ และสอง พอดีที่ทางนิตยสาร "ดิฉัน" ให้ลองเขียนเรื่องไปดู โดยบอกว่าจะหาคนช่วยแก้ไขให้ แต่พอเขียนไปก็พบว่าเราเขียนได้ ไม่ต้องแก้ จึงเขียนมาตลอด ตอนนี้ก็ยังเขียนอยู่ เป็นคอลัมนิสต์ในดิฉันมา 7-8 ปีแล้ว

ในการเขียนให้ความรู้ ผมตั้งหลักไว้เลยว่า 1.เขียนให้อ่านง่าย 2.เขียนให้สนุก 3.มีตัวอย่างคนไข้จริงๆ ซึ่งความรู้อีกส่วนหนึ่งที่ใช้ในการเขียนก็ได้จากการอ่าน ตอนนี้ก็ยังอ่านเยอะอยู่

"กำลังพยายามประยุกต์เรื่องหัวใจและเรื่องธรรมะให้เข้ากัน"

โดย สุรเชต เพชรน้ำไหล

ที่มา:  มติชน

ความคิดเห็น

รูปภาพของ อาคันตุกะ

การแพทย์ไม่ควรเป็นธุรกิจ หากเป็นธุรกิจ จะเกิดบาปเหมือนอย่างที่คุณหมอมีเวลาให้คนไข้ไม่เท่ากัน แพทย์ใดที่ทำธุรกิจ แพทย์ผู้นั้นก็ห่างศาสนาแน่นอน เราคงต้องปล่อยเขาไปตามยถากรรม เพราะสุดท้าย เขาคงรับกรรมตามที่เขาสร้างมาเอง จริงๆแล้วผู้ที่เกิดมา แล้วได้เป็นหมอ มีโอกาสสร้างบุญกุศลเยอะมาก เพียงคำว่าหมอ ก็เป็นที่ยอมรับในสังคมว่า เป็นคนดี น่านับถือ เพียงแต่เพิ่มศักยภาพ ของความมีเมตตา กรุณา ซื่อสัตย์ ก็จะดี

แสดงความคิดเห็น

By submitting this form, you accept the Mollom privacy policy.